หนึ่งคนอยู่ในค่ำคืนกับความเหงา
สายลมเบาแว่วยินเสียงการเรียกหา
วอนเสียงนั้นเป็นเสียงเพรียกจากท้องฟ้า
ดังก้องมากระซิบบอกรักฉันที
ผ่านเดือนปีผ่านเวลานานนับวัน
นั่งนอนฝันทุกวันแล้วใจหาย
ไฉนเล่าไร้คนข้างเคียงกาย
ช่างโหดร้ายช่างป่าเถื่อนอนาจใจ
หมดเงื่อนไขไร้ความฝันไร้ความหวัง
หมดพลังก้าวเดินต่ออย่างใจหมาย
คนเคยแกร่งคนเคยมั่นต้องกลับกลาย
ดูคลับคล้ายคนอ่อนไหวสุดกดดัน
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
11 พฤษภา มาคนเดียว ตายคนเดียว
วันจันทร์ ก็จะถึงวันเกิดของเราเอง ช่วงหลังๆมานี้จะสังเกตเห็นว่าจะตรงกับวันพืชมงคลเป็นส่วนมาก พูดง่ายๆก็คือเป็นวันสำคัญที่เกี่ยวกับพันธ์พืช การทำนายเกี่ยวกับบ้านเมือง ทำนายจากสิ่งที่พระโคเลือกกิน ปีนี้ก็น่าติดตามว่าผลจะเป็นอย่างไร คนไทยก็แวดล้อมมาด้วยความเชื่อเหล่านี้ ซึ่งมิอาจดูถูกได้เลย อันเนื่องมาจากว่า หาเหตุผลมาอธิบายในเวลาที่มันเกิดขึ้นจริงๆไม่ได้
จะถึงวันเกิดปีนี้ก็รู้สึกต้องเตรียมตัว การเตรียมตัวที่พูดถึง คงเป็นเพราะความรู้ที่ได้มากขึ้นเกี่ยวกับพุทธศาสนา ที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติมาหนึ่งปีเต็ม นั่นคือ การรักษาศีล การเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวยามที่จะต้องเดินทาง แม้จะเพิ่งเริ่มศึกษาได้ไม่นาน ก็ทำให้เชื่อได้เกือบๆร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ทำดีได้ดี สำหรับทำชั่วได้ชั่ว แม้จะยังไม่เห็นตัวอย่างเต็มๆ ก็ไม่มีความรู้สึกอยากจะ experience เลย จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรอยากจะบันทึกมากมาย เพราะมานั่งนึกๆแล้ว ก็พาลจะขี้เกียจพิมพ์ และนึกถ้อยคำเพราะๆมาเล่าหรือบรรยาย เกรงว่าจะไม่สามารถสื่อได้อย่างละเมียดลไมอย่างที่รู้สึกจริงๆได้ อีกทั้งการบันทึกข้อความต่างๆเหล่านี้ก็จะเก็บไว้อ่านคนเดียวสักส่วนใหญ่ ไม่ใคร่จะมีใครมาอ่าน นึกได้ดังนี้ก็แทบอยากจะปิดคอมพ์ทิ้งไป :(
แต่ถึงแม้ไม่มีใครมาอ่าน แต่เนื่องจากเจ้าตัวชอบขีดเขียน ก็คงต้องบันทึกกันไปแบบนี้ ก็รอว่าสักวันคงมีใครเห็นคุณค่า ก็จะตามมาอ่าน หรือไม่ ก็ความบังเอิญ ที่มาแบบงงงง เอาหล่ะ พร่ำซะยาว ก็จะเล่าสักทีว่า วันเกิดปีนี้ อายุก็จะครบ 33 ปีเต็ม สิ่งที่ตั้งใจอย่างมากคือ การที่จะเป็นคนที่มีคุณค่า คุณค่าต่อตัวเองและต่อผู้อื่น ความเข้าใจเกี่ยวกับพุทธศาสนาก็ได้หล่อหลอมให้เกิดความระลึกถึงคุณค่าของตัวเองต่อครอบครัวมากขึ้น เกิดความรักมากขึ้น เกิดความอดทนมากขึ้น ก่อนหน้านี้ไม่เคยเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมคืออะไร หรือแม้กระทั่งไม่เข้าใจพุทธศาสนา แต่มาถึงวันนี้ ความระลึกได้แม้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความรู้ของคนทั่วไปที่รู้กันอยู่แล้ว ก็ต้องบอกว่า เราอ่อนด้อยปัญญาอยู่มาก ที่ไม่เคยเข้าใจ สิ่งเหล่านี้เลย จนกระทั่งได้ไปลองรักษาศึล
มาคนเดียว ตายคนเดียว ประโยคนี้ติดอยู่ในหัวมาครบปีแล้ว เป็นประโยคที่คุณแม่อาจารย์แม่ชีหวานใจ ชูกร แม่ชีเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมสวนแก้ว อำเภอจอมบึง พูดเป็นประจำ ตอนเจริญจิตภาวนาช่วงตีห้าถึงหกโมง คำว่าเจริญจิตภาวนา ก็คือ การนั่งดูจิตของเราเอง บางคนจะเรียกว่า การทำสมาธิ ก็น่าจะไม่ผิดนัก ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญของผู้บวชเนกขัมมสัมมา หรือผู้มารักษาศึล 8 ที่สวนแก้วทุกคน เราเองก็ได้มีโอกาสไปบวชเนกขัมมสัมมนา มาแล้วหลายรอบ ซึ่งรอบล่าสุด ก็เพิ่งกลับมาวันนี้ ไปในโอกาสวันวิสาขบูชา ซึ่งค่อนข้างใกล้กับวันเกิดของเราเอง ก็ถือว่าเป็นมงคลและการสะสมบุญ สะสมเสบียงไว้เดินทางยามถึงช่วงเวลานั้น
การปฏิบัติทำให้เข้าใจและเกิดความซึมซับบางอย่างเข้ามา แบบไม่น่าเชื่อ นั่นคือ การเข้าใจอย่างลึกซื้งเกี่ยวกับ ทุกขํอันเกิดจาก การเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย ในอดีตเคยเรียนพุทธศาสนามาตลอด ก็ไม่ feel จริงๆว่า มันทุกข์อย่างไร แต่วันนี้รู้สึกได้จริงๆ ว่า มันทุกข์เหลือเกิน อาจเป็นเพราะประสบการณ์ที่ได้เห็นจริงๆ จากคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็น อาม่า ที่เลี้ยงเรามาตอนเด็กๆ เคยไปเที่ยวด้วยกัน อาม่าเคยดุและน่าจะตีด้วย เมื่อยามฉี่ราดที่นอน อาม่าเคยใส่รองเท้า converse ของเราตอนอายุ 76 (ตอนนั้นไปญี่ปุ่น รู้สึกว่า อากาศจะหนาวมาก หรือรองเท้าอาม่ากัดนี่หล่ะ อาม่าก็เลยเอารองเท้า converse ที่ช่วงนั้นฮ่อตฮิตมากๆของเราไปใส่แทน โอ้สิบเจ็ดปีที่แล้วนะที่ว่าเนี่ย ปี พ.ศ. 2534) วันนี้อาม่าไม่เดินมาสองปีกว่าแล้ว อาม่าล้มและเดินไม่ได้ ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ไม่มีโรค อาม่าวันนี้อายุ 94 ปีแล้ว นี่หล่ะเค้าเรียกว่า แก่ ซึ่งเป็นธรรมชาติของทุกคน ความเจ็บและความตายเป็นสิ่งที่เห็นมาจนชิน เพื่อนที่จากไปคนหนึ่ง ตายไปตอนอายุ 25 เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เพื่อนๆเสียใจกันมาก และเป็นเพื่อนที่ค่อนข้างสนิทตั้งแต่เด็กๆ คนเดียวที่ตายจากไปด้วยโรค นี่คือความเจ็บและความตาย นอกจากนี้ยังมีอาอึ้ม อาเหล่าอี้ ที่เราคุ้นเคยตอนเด็กๆที่นครปฐม ก็ป่วยและตายจากไป เค้าเรียกว่าธรรมชาติ คนเราหนีไม่พ้นจริงๆ ก็อยากที่พร่ำพรรณาไป มันทุกข์ทั้งนั้น
การปฏิบัติธรรม มันทรมานเหลือเกินในช่วงต้น ย้อนนึกถึงปีที่แล้วช่วงเวลาเดียวกันนี้ โคตรทรมาน อยากหนีกลับบ้านให้รู้แล้วรู้รอด ตอนนั้นเริ่มตอนสักสงกรานต์ ตั้งใจอยู่สักสองสามวัน ที่ไหนได้ อยู่วันแรก ก็จะหนีกลับบ้านซะแล้ว มันร้อน มันเมื่อย มันนอนไม่หลับ ปวดขา แต่ก็คงเป็นเพราะว่า เป็นคนชอบทดลอง ไปครั้งแรกไม่น่าประทับใจ ก็ขอไปรอบสอง อยากรู้ว่า จะยังอยู่ได้ไม๊ ครั้งสองก็ไปช่วงวันวิสาข ก็เหมือนเดิม แต่ก็รู้สึกว่า ง่ายกว่าครั้งแรก หลังจากนั้นก็ไปรอบสาม รอบสี่ รอบห้า ครบทุกงาน วันแม่ วันเกิดคุณแม่อาจารย์ วันพ่อ วันปีใหม่ อืมม์ น่าจะมีวันอาสาฬห ด้วยหรือเปล่า จำไม่ได้แน่ชัด ก็สรุปว่า ไปรอบหลังๆ เริ่มนอนได้ เริ่มเกิดความรู้สึกปิติ ในบางครั้ง ยามนั่งเจริญจิตภาวนา แต่ชอบสุดคือ การสวดมนตร์ ทำวัตรเช้าและเย็น จนทำมาครบหนึ่งปีเต็มๆ ตอนนี้เป็นปีที่สองแล้ว ก็พัฒนามาเล็กน้อย คือ ปีนี้อยู่ได้สองคืน :) (ปีที่แล้วอยู่ได้หนึ่งคืน ของทุกงวด) คิดว่าชีวิตมี development & learning ปีที่แล้วการได้เข้าใจธรรมมะ ถือเป็น Success สำคัญของชีวิต
ก็จะมาถึงวันเกิด มาคนเดียว ตายคนเดียว เกิดมานี้ก็มีบุญมากแล้ว ได้เกิดมา เค้าว่าก็ต้องเร่งสร้างบุญ เพราะถ้าไปเกิดเป็นสัตว์ก็คงไม่ได้สร้างบุญ ดังนั้นได้เกิดมาแล้ว ก็ต้องรีบเร่งสร้างบุญกันไปซะ เป็นไงหล่ะ ธรรมมะ ขนาด :)
นอกจากความเลื่อมใสในการปฏิบัติธรรมที่มีวันนี้ ก็ต้องวกมาที่เรื่องเหลือเชื่อ บางคนใช้คำว่า ปาฏิหาร์ย ก็แล้วแต่ ที่วันนี้หลายอย่างก็ได้ฟัง ได้ยิน และคิดว่าได้เจอมาบ้าง ที่ทำให้เกิดความมั่นใจ ว่า ทำดีต้องได้ดี วันนี้คงไม่อยากเล่าอะไรมาก ไว้มีโอกาสคงได้บรรยาย เพื่อเก็บบันทึกไว้อ่าน ยามแก่เฒ่า
สุดท้ายก็ขอขอบคุณ ป่าป๊า ที่เป็น Role Model และเป็น inspiration สำคัญสำหรับการปฏิบัติธรรม
Happy Birthday to me
จะถึงวันเกิดปีนี้ก็รู้สึกต้องเตรียมตัว การเตรียมตัวที่พูดถึง คงเป็นเพราะความรู้ที่ได้มากขึ้นเกี่ยวกับพุทธศาสนา ที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติมาหนึ่งปีเต็ม นั่นคือ การรักษาศีล การเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวยามที่จะต้องเดินทาง แม้จะเพิ่งเริ่มศึกษาได้ไม่นาน ก็ทำให้เชื่อได้เกือบๆร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ทำดีได้ดี สำหรับทำชั่วได้ชั่ว แม้จะยังไม่เห็นตัวอย่างเต็มๆ ก็ไม่มีความรู้สึกอยากจะ experience เลย จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรอยากจะบันทึกมากมาย เพราะมานั่งนึกๆแล้ว ก็พาลจะขี้เกียจพิมพ์ และนึกถ้อยคำเพราะๆมาเล่าหรือบรรยาย เกรงว่าจะไม่สามารถสื่อได้อย่างละเมียดลไมอย่างที่รู้สึกจริงๆได้ อีกทั้งการบันทึกข้อความต่างๆเหล่านี้ก็จะเก็บไว้อ่านคนเดียวสักส่วนใหญ่ ไม่ใคร่จะมีใครมาอ่าน นึกได้ดังนี้ก็แทบอยากจะปิดคอมพ์ทิ้งไป :(
แต่ถึงแม้ไม่มีใครมาอ่าน แต่เนื่องจากเจ้าตัวชอบขีดเขียน ก็คงต้องบันทึกกันไปแบบนี้ ก็รอว่าสักวันคงมีใครเห็นคุณค่า ก็จะตามมาอ่าน หรือไม่ ก็ความบังเอิญ ที่มาแบบงงงง เอาหล่ะ พร่ำซะยาว ก็จะเล่าสักทีว่า วันเกิดปีนี้ อายุก็จะครบ 33 ปีเต็ม สิ่งที่ตั้งใจอย่างมากคือ การที่จะเป็นคนที่มีคุณค่า คุณค่าต่อตัวเองและต่อผู้อื่น ความเข้าใจเกี่ยวกับพุทธศาสนาก็ได้หล่อหลอมให้เกิดความระลึกถึงคุณค่าของตัวเองต่อครอบครัวมากขึ้น เกิดความรักมากขึ้น เกิดความอดทนมากขึ้น ก่อนหน้านี้ไม่เคยเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมคืออะไร หรือแม้กระทั่งไม่เข้าใจพุทธศาสนา แต่มาถึงวันนี้ ความระลึกได้แม้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความรู้ของคนทั่วไปที่รู้กันอยู่แล้ว ก็ต้องบอกว่า เราอ่อนด้อยปัญญาอยู่มาก ที่ไม่เคยเข้าใจ สิ่งเหล่านี้เลย จนกระทั่งได้ไปลองรักษาศึล
มาคนเดียว ตายคนเดียว ประโยคนี้ติดอยู่ในหัวมาครบปีแล้ว เป็นประโยคที่คุณแม่อาจารย์แม่ชีหวานใจ ชูกร แม่ชีเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมสวนแก้ว อำเภอจอมบึง พูดเป็นประจำ ตอนเจริญจิตภาวนาช่วงตีห้าถึงหกโมง คำว่าเจริญจิตภาวนา ก็คือ การนั่งดูจิตของเราเอง บางคนจะเรียกว่า การทำสมาธิ ก็น่าจะไม่ผิดนัก ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญของผู้บวชเนกขัมมสัมมา หรือผู้มารักษาศึล 8 ที่สวนแก้วทุกคน เราเองก็ได้มีโอกาสไปบวชเนกขัมมสัมมนา มาแล้วหลายรอบ ซึ่งรอบล่าสุด ก็เพิ่งกลับมาวันนี้ ไปในโอกาสวันวิสาขบูชา ซึ่งค่อนข้างใกล้กับวันเกิดของเราเอง ก็ถือว่าเป็นมงคลและการสะสมบุญ สะสมเสบียงไว้เดินทางยามถึงช่วงเวลานั้น
การปฏิบัติทำให้เข้าใจและเกิดความซึมซับบางอย่างเข้ามา แบบไม่น่าเชื่อ นั่นคือ การเข้าใจอย่างลึกซื้งเกี่ยวกับ ทุกขํอันเกิดจาก การเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย ในอดีตเคยเรียนพุทธศาสนามาตลอด ก็ไม่ feel จริงๆว่า มันทุกข์อย่างไร แต่วันนี้รู้สึกได้จริงๆ ว่า มันทุกข์เหลือเกิน อาจเป็นเพราะประสบการณ์ที่ได้เห็นจริงๆ จากคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็น อาม่า ที่เลี้ยงเรามาตอนเด็กๆ เคยไปเที่ยวด้วยกัน อาม่าเคยดุและน่าจะตีด้วย เมื่อยามฉี่ราดที่นอน อาม่าเคยใส่รองเท้า converse ของเราตอนอายุ 76 (ตอนนั้นไปญี่ปุ่น รู้สึกว่า อากาศจะหนาวมาก หรือรองเท้าอาม่ากัดนี่หล่ะ อาม่าก็เลยเอารองเท้า converse ที่ช่วงนั้นฮ่อตฮิตมากๆของเราไปใส่แทน โอ้สิบเจ็ดปีที่แล้วนะที่ว่าเนี่ย ปี พ.ศ. 2534) วันนี้อาม่าไม่เดินมาสองปีกว่าแล้ว อาม่าล้มและเดินไม่ได้ ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ไม่มีโรค อาม่าวันนี้อายุ 94 ปีแล้ว นี่หล่ะเค้าเรียกว่า แก่ ซึ่งเป็นธรรมชาติของทุกคน ความเจ็บและความตายเป็นสิ่งที่เห็นมาจนชิน เพื่อนที่จากไปคนหนึ่ง ตายไปตอนอายุ 25 เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เพื่อนๆเสียใจกันมาก และเป็นเพื่อนที่ค่อนข้างสนิทตั้งแต่เด็กๆ คนเดียวที่ตายจากไปด้วยโรค นี่คือความเจ็บและความตาย นอกจากนี้ยังมีอาอึ้ม อาเหล่าอี้ ที่เราคุ้นเคยตอนเด็กๆที่นครปฐม ก็ป่วยและตายจากไป เค้าเรียกว่าธรรมชาติ คนเราหนีไม่พ้นจริงๆ ก็อยากที่พร่ำพรรณาไป มันทุกข์ทั้งนั้น
การปฏิบัติธรรม มันทรมานเหลือเกินในช่วงต้น ย้อนนึกถึงปีที่แล้วช่วงเวลาเดียวกันนี้ โคตรทรมาน อยากหนีกลับบ้านให้รู้แล้วรู้รอด ตอนนั้นเริ่มตอนสักสงกรานต์ ตั้งใจอยู่สักสองสามวัน ที่ไหนได้ อยู่วันแรก ก็จะหนีกลับบ้านซะแล้ว มันร้อน มันเมื่อย มันนอนไม่หลับ ปวดขา แต่ก็คงเป็นเพราะว่า เป็นคนชอบทดลอง ไปครั้งแรกไม่น่าประทับใจ ก็ขอไปรอบสอง อยากรู้ว่า จะยังอยู่ได้ไม๊ ครั้งสองก็ไปช่วงวันวิสาข ก็เหมือนเดิม แต่ก็รู้สึกว่า ง่ายกว่าครั้งแรก หลังจากนั้นก็ไปรอบสาม รอบสี่ รอบห้า ครบทุกงาน วันแม่ วันเกิดคุณแม่อาจารย์ วันพ่อ วันปีใหม่ อืมม์ น่าจะมีวันอาสาฬห ด้วยหรือเปล่า จำไม่ได้แน่ชัด ก็สรุปว่า ไปรอบหลังๆ เริ่มนอนได้ เริ่มเกิดความรู้สึกปิติ ในบางครั้ง ยามนั่งเจริญจิตภาวนา แต่ชอบสุดคือ การสวดมนตร์ ทำวัตรเช้าและเย็น จนทำมาครบหนึ่งปีเต็มๆ ตอนนี้เป็นปีที่สองแล้ว ก็พัฒนามาเล็กน้อย คือ ปีนี้อยู่ได้สองคืน :) (ปีที่แล้วอยู่ได้หนึ่งคืน ของทุกงวด) คิดว่าชีวิตมี development & learning ปีที่แล้วการได้เข้าใจธรรมมะ ถือเป็น Success สำคัญของชีวิต
ก็จะมาถึงวันเกิด มาคนเดียว ตายคนเดียว เกิดมานี้ก็มีบุญมากแล้ว ได้เกิดมา เค้าว่าก็ต้องเร่งสร้างบุญ เพราะถ้าไปเกิดเป็นสัตว์ก็คงไม่ได้สร้างบุญ ดังนั้นได้เกิดมาแล้ว ก็ต้องรีบเร่งสร้างบุญกันไปซะ เป็นไงหล่ะ ธรรมมะ ขนาด :)
นอกจากความเลื่อมใสในการปฏิบัติธรรมที่มีวันนี้ ก็ต้องวกมาที่เรื่องเหลือเชื่อ บางคนใช้คำว่า ปาฏิหาร์ย ก็แล้วแต่ ที่วันนี้หลายอย่างก็ได้ฟัง ได้ยิน และคิดว่าได้เจอมาบ้าง ที่ทำให้เกิดความมั่นใจ ว่า ทำดีต้องได้ดี วันนี้คงไม่อยากเล่าอะไรมาก ไว้มีโอกาสคงได้บรรยาย เพื่อเก็บบันทึกไว้อ่าน ยามแก่เฒ่า
สุดท้ายก็ขอขอบคุณ ป่าป๊า ที่เป็น Role Model และเป็น inspiration สำคัญสำหรับการปฏิบัติธรรม
Happy Birthday to me
วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
หนึ่งฟองฝัน
ฝันวันวาน ฝันวัยเยาว์ ฝันเนิ่นนาน
ไม่แปลกที่รักของเราไม่เคยเกิดขึ้น เพราะเราไม่เคยรักกัน
มันนาน นาน และนาน
ความรู้สึกดีๆ มันแจ่มชัดอีกครัง
สิ่งที่เปลี่ยนคือกาลเวลา สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือเธอและฉัน
ฉันหลับตาลงอย่างมีความสุข และลืมตามีความสุขยิ่งกว่า
เพราะวันนี้ฉันได้รู้ความเป็นไปของเธอ
ขอเพียงแค่ได้มอง และติดตาม เป็นเพื่อนที่บังเอิญได้มาเจอะเจอ
จะทักทายกันตามประสา คนที่รู้จักกันมานาน
ฝันฝันฝัน ฝันลอยฟ่อง ฟุ้งกระจายเกลื่อนห้อง
ไล่คว้า ไล่หา ตัวเธอเป็นหนึ่งฟอง
อยากเอามือคว้า เก็บเพียงหนึ่งฟอง เก็บไว้ที่หัวใจ
จะเก็บให้ดี ไม่ให้มันแตก ฉันกลัวมันแตก ฉันกลัวฝันแตกฟอง
ฝันวันวาน ฝันวัยเยาว์ ฝันเนิ่นนาน
มันนาน นาน และนาน
ฝันฝันฝัน ฝันลอยฟ่อง
ไล่คว้า ไล่หา เก็บเพียงหนึ่งฟอง เก็บไว้ที่หัวใจ
ไม่แปลกที่รักของเราไม่เคยเกิดขึ้น เพราะเราไม่เคยรักกัน
มันนาน นาน และนาน
ความรู้สึกดีๆ มันแจ่มชัดอีกครัง
สิ่งที่เปลี่ยนคือกาลเวลา สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือเธอและฉัน
ฉันหลับตาลงอย่างมีความสุข และลืมตามีความสุขยิ่งกว่า
เพราะวันนี้ฉันได้รู้ความเป็นไปของเธอ
ขอเพียงแค่ได้มอง และติดตาม เป็นเพื่อนที่บังเอิญได้มาเจอะเจอ
จะทักทายกันตามประสา คนที่รู้จักกันมานาน
ฝันฝันฝัน ฝันลอยฟ่อง ฟุ้งกระจายเกลื่อนห้อง
ไล่คว้า ไล่หา ตัวเธอเป็นหนึ่งฟอง
อยากเอามือคว้า เก็บเพียงหนึ่งฟอง เก็บไว้ที่หัวใจ
จะเก็บให้ดี ไม่ให้มันแตก ฉันกลัวมันแตก ฉันกลัวฝันแตกฟอง
ฝันวันวาน ฝันวัยเยาว์ ฝันเนิ่นนาน
มันนาน นาน และนาน
ฝันฝันฝัน ฝันลอยฟ่อง
ไล่คว้า ไล่หา เก็บเพียงหนึ่งฟอง เก็บไว้ที่หัวใจ
วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2551
สิ่งดีๆในปี 2008
แล้วก็ผ่านวันเกิดในปี 2008 มาจนได้ รู้สึกดีใจเป็นที่สุด เนื่องจากเชื่อมาตลอดว่า พอเลยวันเกิดปีนี้ จะมีแต่สิ่งที่ดีในชีวิตที่ตามเข้ามา นี่ก็ผ่านมายี่สิบวัน รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี อย่างน้อยก็จิตใจของเราเอง
ปีนี้ได้มีโอกาสไปทดลองถือศีลแปด ซึ่งไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เราจะมีความอดทนอยู่ได้ ซึ่งในครั้งแรกก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือ อยู่ได้คืนเดียวก็ขอลาศีลไปก่อน แต่การอยู่คืนเดียว ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ไปอีก ดังนั้นเมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา เราก็ได้ไปถือศีลอีก 1 วัน แม้จะเป็นเวลาแค่คืนเดียว แต่พูดได้ว่า มันก็มีความสุขที่ได้สะสมบุญทีละเล็กละน้อย ไปเรื่อยๆ
แม้เราจะไม่ได้มีความอดทนต่อกิเลสเท่าไหร่นัก แต่เราว่า ความขยันของเราก็ไม่น่าจะน้อยกว่าใครได้ ดังนั้นในปีนี้ ก็ตั้งใจว่า จะพยายามไปถือศีลอีก แม้จะไปในระยะสั้นมากๆก็ตาม :)
การไปถือศีลดีอย่างไร ..... ได้อ่านหนังสือธรรมมะ ซึ่งให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ การทำทาน การถือศีล และการเจริญภาวนา ก็ได้ตระหนักรู้ว่า การให้ทานหรือการทำบุญนั้น ใช้ความพยายามต่ำที่สุด ผลที่ได้รับจะน้อยกว่า การถือศีลและการเจริญภาวนา ตามลำดับ
ที่ผ่านมาในชีวิต เคยแต่การทำบุญ ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไร จึงเริ่มต้องสะสมบุญด้วยการถือศีลและเจริญภาวนามากขึ้น ไม่งั้น กลัวว่าจะไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ดีแบบนี้อีก การได้สวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิ ทำวัตรเย็น รวมถึงการฟังเทศน์ฟังธรรม ก็เป็นการฝึกที่ดีมาก ฝึกความอดทนต่อความเมื่อย ความเบื่อ ความหิว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าได้เดินจงกรม ด้วยแล้ว ถือเป็นการฝึกสติที่ดีอย่างหนึ่งทีเดียว
การได้มุ่งมั่นสะสมบุญ ทำให้เกิดความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นว่า ถ้าเริ่มตั้งแต่วันนี้ เราน่าจะมีเสบียงไว้เลี้ยงตัว ยามเมื่อถึงเวลาของเรา และเกิดความสบายใจมากขึ้นว่า ความพยายามทำแต่ความดี เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสุดท้ายได้สร้างทัศนคติต่อการใช้ชีวิตใหม่ของเราว่า เราจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ถึงแม้ว่าเราจะไม่เหลือใครแล้วในโลก :) แต่ขอภาวนาว่าชีวิตเราจะไม่เป็นแบบนั้นนะ :)
ปีนี้ได้มีโอกาสไปทดลองถือศีลแปด ซึ่งไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เราจะมีความอดทนอยู่ได้ ซึ่งในครั้งแรกก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือ อยู่ได้คืนเดียวก็ขอลาศีลไปก่อน แต่การอยู่คืนเดียว ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ไปอีก ดังนั้นเมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา เราก็ได้ไปถือศีลอีก 1 วัน แม้จะเป็นเวลาแค่คืนเดียว แต่พูดได้ว่า มันก็มีความสุขที่ได้สะสมบุญทีละเล็กละน้อย ไปเรื่อยๆ
แม้เราจะไม่ได้มีความอดทนต่อกิเลสเท่าไหร่นัก แต่เราว่า ความขยันของเราก็ไม่น่าจะน้อยกว่าใครได้ ดังนั้นในปีนี้ ก็ตั้งใจว่า จะพยายามไปถือศีลอีก แม้จะไปในระยะสั้นมากๆก็ตาม :)
การไปถือศีลดีอย่างไร ..... ได้อ่านหนังสือธรรมมะ ซึ่งให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ การทำทาน การถือศีล และการเจริญภาวนา ก็ได้ตระหนักรู้ว่า การให้ทานหรือการทำบุญนั้น ใช้ความพยายามต่ำที่สุด ผลที่ได้รับจะน้อยกว่า การถือศีลและการเจริญภาวนา ตามลำดับ
ที่ผ่านมาในชีวิต เคยแต่การทำบุญ ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไร จึงเริ่มต้องสะสมบุญด้วยการถือศีลและเจริญภาวนามากขึ้น ไม่งั้น กลัวว่าจะไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ดีแบบนี้อีก การได้สวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิ ทำวัตรเย็น รวมถึงการฟังเทศน์ฟังธรรม ก็เป็นการฝึกที่ดีมาก ฝึกความอดทนต่อความเมื่อย ความเบื่อ ความหิว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าได้เดินจงกรม ด้วยแล้ว ถือเป็นการฝึกสติที่ดีอย่างหนึ่งทีเดียว
การได้มุ่งมั่นสะสมบุญ ทำให้เกิดความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นว่า ถ้าเริ่มตั้งแต่วันนี้ เราน่าจะมีเสบียงไว้เลี้ยงตัว ยามเมื่อถึงเวลาของเรา และเกิดความสบายใจมากขึ้นว่า ความพยายามทำแต่ความดี เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสุดท้ายได้สร้างทัศนคติต่อการใช้ชีวิตใหม่ของเราว่า เราจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ถึงแม้ว่าเราจะไม่เหลือใครแล้วในโลก :) แต่ขอภาวนาว่าชีวิตเราจะไม่เป็นแบบนั้นนะ :)
วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2550
รัก
มีชีวิตเกิดมาในชาติหนึ่ง อยากรู้ซึ้งถึงความรักเป็นหนักหนา
ยินเสียงเล่าเคล้าความสุขตลอดมา ขอบุญพาให้ฉันเจอรักแท้จริง
รอมานานจนผ่านสามสิบปี ถึงปีนี้ฝันยังอยู่ครบทุกสิ่ง
ผ่านเรื่องราวแม้เวลาไม่ประวิง จริงไม่จริงฉันยังรอไม่เสื่อมคลาย
ในอดีตเคยคิดว่าได้พบ ได้ประสบกับความรักดั่งใจหมาย
แต่เมื่อผ่านเรื่องราวอันมากมาย มันดูคล้ายแต่ไม่ใช่รักยั่งยืน
ยังคลับคล้ายคลับคลาอยู่ความรู้สึก ยังคงคึกเมื่อนึกคิดจิตระรื่น
เสียงบอกรักยังดังก้องทุกค่ำคืน แม้ยามตื่นก็ยังก้องอยู่ร่ำไป
รักเป็นเรื่องความรู้สึกของสองคน เข้าตาจนรักเหลือหนึ่งสิ้นสงสัย
สิ้นความรักสิ้นความหลงสิ้นอาลัย หมดทั้งใจหมดไปหมดรักเธอ
เมื่อนึกถึงรักครั้งนั้นยังรู้สึก ในส่วนลึกรู้สึกผิดอยู่เสมอ
หากย้อนกาลเวลาได้คงบอกเธอ ว่าใจฉันนะเออยังผูกพัน
รักครั้งใหม่ เมื่อไหร่จะมาหา โปรดเถิดพารักใหม่มาให้ฉัน
ความหงอยเหงา ว่างเปล่า ทุกคืนวัน ต้องนอนฝัน แอบละเมออยู่คนเดียว
ยามมองคู่คนอื่นเกิดอารมณ์ ไม่สุขสมหมั่นไส้ตาเริ่มเขียว
คู่ของใครหวานกันใส่อย่าใกล้เชียว ชั้นหมั่นเขี้ยวอยากแยกออกจากกัน
ขอจบกลอนบทนี้เสียสักที แรงทู่ซี้แต่งมั่วอาจดูขัน
แต่ใจความมาจากใจฉันยืนยัน ขอความฝันเรื่องรักฉันเป็นจริงเอย
ยินเสียงเล่าเคล้าความสุขตลอดมา ขอบุญพาให้ฉันเจอรักแท้จริง
รอมานานจนผ่านสามสิบปี ถึงปีนี้ฝันยังอยู่ครบทุกสิ่ง
ผ่านเรื่องราวแม้เวลาไม่ประวิง จริงไม่จริงฉันยังรอไม่เสื่อมคลาย
ในอดีตเคยคิดว่าได้พบ ได้ประสบกับความรักดั่งใจหมาย
แต่เมื่อผ่านเรื่องราวอันมากมาย มันดูคล้ายแต่ไม่ใช่รักยั่งยืน
ยังคลับคล้ายคลับคลาอยู่ความรู้สึก ยังคงคึกเมื่อนึกคิดจิตระรื่น
เสียงบอกรักยังดังก้องทุกค่ำคืน แม้ยามตื่นก็ยังก้องอยู่ร่ำไป
รักเป็นเรื่องความรู้สึกของสองคน เข้าตาจนรักเหลือหนึ่งสิ้นสงสัย
สิ้นความรักสิ้นความหลงสิ้นอาลัย หมดทั้งใจหมดไปหมดรักเธอ
เมื่อนึกถึงรักครั้งนั้นยังรู้สึก ในส่วนลึกรู้สึกผิดอยู่เสมอ
หากย้อนกาลเวลาได้คงบอกเธอ ว่าใจฉันนะเออยังผูกพัน
รักครั้งใหม่ เมื่อไหร่จะมาหา โปรดเถิดพารักใหม่มาให้ฉัน
ความหงอยเหงา ว่างเปล่า ทุกคืนวัน ต้องนอนฝัน แอบละเมออยู่คนเดียว
ยามมองคู่คนอื่นเกิดอารมณ์ ไม่สุขสมหมั่นไส้ตาเริ่มเขียว
คู่ของใครหวานกันใส่อย่าใกล้เชียว ชั้นหมั่นเขี้ยวอยากแยกออกจากกัน
ขอจบกลอนบทนี้เสียสักที แรงทู่ซี้แต่งมั่วอาจดูขัน
แต่ใจความมาจากใจฉันยืนยัน ขอความฝันเรื่องรักฉันเป็นจริงเอย
วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
ภาพลวงตา
เมื่อวานระหว่างกำลังขมีขมัน ปั่น sky walker อย่างเอาเป็นเอาตาย ก็น้ำตารื้นขึ้นมาเต็มขอบตา เมื่อดันไปนึกถึงความตายที่อาจเกิดขึ้นมาในชีวิต อาจเป็นบุพการี ญาติผู้ใหญ่ นึกไปว่าเวลาตาย เราต้องจัดงานศพอย่างไร ใครจะมาบ้าง ต้องจัดงานใหญ่ขนาดไหน เมื่อนึกไปแล้ว ก็สรุปได้ว่า จัดเป็นพิธีการ ทำบุญให้กับคนตายก็เพียงพอแล้ว ไม่ใช่งานรื่นเริงที่จะต้องมาจัดใหญ่โตเอาใจคนมีชีวิตอยู่ พานนึกไปเปรียบเทียบกับงานเลี้ยงวันรับปริญญา งานแต่งงานของคนทั่วๆไป ที่จะต้องมีแขกสำคัญๆมาร่วมงาน แต่งานศพคงแตกต่าง เข้าใจว่างานศพไม่มีการแจกการ์ด แต่เป็นเพียงแต่การบอกกล่าวให้ทราบ ถ้าใครรู้จักมักคุ้น ก็จะมาร่วมงานเพื่อแสดงความผูกพัน หรือเคารพครั้งสุดท้าย เคยเห็นงานศพใหญ่ๆ ที่มีการขอพระราชทานเพลิงศพ ดูเป็นพิธีการมากๆ แต่ก็ถือเป็นเกียรติกับคนตายและคนอยู่ เพราะประกาศให้คนที่อยู่และมาร่วมงานได้รับรู้ว่า ผู้ตายเป็นผู้หลักผุ้ใหญ่ที่มีคุณงามความดี หรือแม้กระทั่งงานที่มีพวงหรีดมากมายจากห้างร้านและผู้คนต่างๆ ดูแสดงความสำคัญของผู้ตายหรือไม่ก็ญาติของผู้ตายได้เป็นอย่างดี
แล้วถ้างานศพเป็นงานเล็กๆ ไม่มีพวงหรีด หรือมีน้อยมาก อยากรู้จริงๆว่า คนที่มาร่วมงานจะเผลอคิดไปได้ไม๊ว่า คนตายคนนี้ไม่ได้เป็นคนที่มีความสำคัญอะไรในสังคม ไม่มีญาติสนิทมิตรสหาย หรือลูกชาย ลูกสาว คงไม่มีใครนับหน้าถือตา เนื่องจากด้วยค่านิยมสังคม มักจะตัดสินคน ด้วยภาพลักษณ์ภายนอก น่าสงสารคนที่ติดอยู่ในบ่วงโซ่พันธนาการอันนี้ ที่ฉาบไปด้วยภาพลวงตา
คิดแล้วก็อดจะกังวลตัวเองไม่ได้ ว่าได้ตกเป็นทาสกับภาพลวงตาของสังคมนี้ไปหรือยัง เพราะเรื่องที่คิดและกังวลเมื่อวานนั้น มีไม่น้อยเลยที่เผลอไปนึกถึงความใหญ่โต สถานที่ที่จะจัด แขกจะมาไม่มา
แต่โชคดีที่มีสติระลึกได้ว่า คนดี จะมีงานศพทั้งที ก็ไม่ต้องกังวล เพราะคนดีๆ จิตใจดีๆ เค้าไม่คิดมาก ยิ่งตายแล้วยิ่งคิดไม่ได้ ส่วนคนอยู่ถ้ามีจิตใจดีซะอย่าง เรื่องพวกนี้คงไม่สร้างความระคายเคืองให้คิดเลย ดังนั้นเราเป็นคนดี ก็ไม่ต้องคิดอะไรเลย ปล่อยไปตามธรรมชาติที่สุด --- เริ่มฟุ้งซ่านขึ้นทุกวันนะเรา---
แล้วถ้างานศพเป็นงานเล็กๆ ไม่มีพวงหรีด หรือมีน้อยมาก อยากรู้จริงๆว่า คนที่มาร่วมงานจะเผลอคิดไปได้ไม๊ว่า คนตายคนนี้ไม่ได้เป็นคนที่มีความสำคัญอะไรในสังคม ไม่มีญาติสนิทมิตรสหาย หรือลูกชาย ลูกสาว คงไม่มีใครนับหน้าถือตา เนื่องจากด้วยค่านิยมสังคม มักจะตัดสินคน ด้วยภาพลักษณ์ภายนอก น่าสงสารคนที่ติดอยู่ในบ่วงโซ่พันธนาการอันนี้ ที่ฉาบไปด้วยภาพลวงตา
คิดแล้วก็อดจะกังวลตัวเองไม่ได้ ว่าได้ตกเป็นทาสกับภาพลวงตาของสังคมนี้ไปหรือยัง เพราะเรื่องที่คิดและกังวลเมื่อวานนั้น มีไม่น้อยเลยที่เผลอไปนึกถึงความใหญ่โต สถานที่ที่จะจัด แขกจะมาไม่มา
แต่โชคดีที่มีสติระลึกได้ว่า คนดี จะมีงานศพทั้งที ก็ไม่ต้องกังวล เพราะคนดีๆ จิตใจดีๆ เค้าไม่คิดมาก ยิ่งตายแล้วยิ่งคิดไม่ได้ ส่วนคนอยู่ถ้ามีจิตใจดีซะอย่าง เรื่องพวกนี้คงไม่สร้างความระคายเคืองให้คิดเลย ดังนั้นเราเป็นคนดี ก็ไม่ต้องคิดอะไรเลย ปล่อยไปตามธรรมชาติที่สุด --- เริ่มฟุ้งซ่านขึ้นทุกวันนะเรา---
วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2550
สาระของชีวิต
ช่วงนี้มีข้อสงสัยในชีวิตหลายอย่าง โดยมากมาจากความฟุ้งซ่านด้านความคิดซึ่งพยายามแสวงหาสิ่งสมบูรณ์ในชีวิตที่ยังหาความลงตัวไม่ได้ ทุกคนล้วนเกิดมา แล้วก็เติบโต จนแก่ อาจมีการป่วย บาดเจ็บ สุดท้ายก็ตาย เป็นวัฎจักร สิ่งที่กังวลในปัจจุบันนี้คือ ชีวิตข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร มันจะดำเนินไปอย่างราบเรียบแบบนี้ได้ตลอดหรือไม่
ไม่มีใครตอบได้ ต้องรอเวลาเป็นคำตอบ รู้สึกสับสน และเบื่อกับสิ่งรอบกาย ไม่ว่าจะเป็นเพลง สถานที่ที่ไปทุกวัน กิจกรรมที่ทำซ้ำๆมาเป็นเวลานาน อยากเจออะไรใหม่ๆ ที่สร้างความสุข อาจเป็นเพราะจิตไม่นิ่งพอ เลยทำให้เกิดอาการที่ว่านี้
เบื่อ
ไม่มีใครตอบได้ ต้องรอเวลาเป็นคำตอบ รู้สึกสับสน และเบื่อกับสิ่งรอบกาย ไม่ว่าจะเป็นเพลง สถานที่ที่ไปทุกวัน กิจกรรมที่ทำซ้ำๆมาเป็นเวลานาน อยากเจออะไรใหม่ๆ ที่สร้างความสุข อาจเป็นเพราะจิตไม่นิ่งพอ เลยทำให้เกิดอาการที่ว่านี้
เบื่อ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)