วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ภาพลวงตา

เมื่อวานระหว่างกำลังขมีขมัน ปั่น sky walker อย่างเอาเป็นเอาตาย ก็น้ำตารื้นขึ้นมาเต็มขอบตา เมื่อดันไปนึกถึงความตายที่อาจเกิดขึ้นมาในชีวิต อาจเป็นบุพการี ญาติผู้ใหญ่ นึกไปว่าเวลาตาย เราต้องจัดงานศพอย่างไร ใครจะมาบ้าง ต้องจัดงานใหญ่ขนาดไหน เมื่อนึกไปแล้ว ก็สรุปได้ว่า จัดเป็นพิธีการ ทำบุญให้กับคนตายก็เพียงพอแล้ว ไม่ใช่งานรื่นเริงที่จะต้องมาจัดใหญ่โตเอาใจคนมีชีวิตอยู่ พานนึกไปเปรียบเทียบกับงานเลี้ยงวันรับปริญญา งานแต่งงานของคนทั่วๆไป ที่จะต้องมีแขกสำคัญๆมาร่วมงาน แต่งานศพคงแตกต่าง เข้าใจว่างานศพไม่มีการแจกการ์ด แต่เป็นเพียงแต่การบอกกล่าวให้ทราบ ถ้าใครรู้จักมักคุ้น ก็จะมาร่วมงานเพื่อแสดงความผูกพัน หรือเคารพครั้งสุดท้าย เคยเห็นงานศพใหญ่ๆ ที่มีการขอพระราชทานเพลิงศพ ดูเป็นพิธีการมากๆ แต่ก็ถือเป็นเกียรติกับคนตายและคนอยู่ เพราะประกาศให้คนที่อยู่และมาร่วมงานได้รับรู้ว่า ผู้ตายเป็นผู้หลักผุ้ใหญ่ที่มีคุณงามความดี หรือแม้กระทั่งงานที่มีพวงหรีดมากมายจากห้างร้านและผู้คนต่างๆ ดูแสดงความสำคัญของผู้ตายหรือไม่ก็ญาติของผู้ตายได้เป็นอย่างดี

แล้วถ้างานศพเป็นงานเล็กๆ ไม่มีพวงหรีด หรือมีน้อยมาก อยากรู้จริงๆว่า คนที่มาร่วมงานจะเผลอคิดไปได้ไม๊ว่า คนตายคนนี้ไม่ได้เป็นคนที่มีความสำคัญอะไรในสังคม ไม่มีญาติสนิทมิตรสหาย หรือลูกชาย ลูกสาว คงไม่มีใครนับหน้าถือตา เนื่องจากด้วยค่านิยมสังคม มักจะตัดสินคน ด้วยภาพลักษณ์ภายนอก น่าสงสารคนที่ติดอยู่ในบ่วงโซ่พันธนาการอันนี้ ที่ฉาบไปด้วยภาพลวงตา

คิดแล้วก็อดจะกังวลตัวเองไม่ได้ ว่าได้ตกเป็นทาสกับภาพลวงตาของสังคมนี้ไปหรือยัง เพราะเรื่องที่คิดและกังวลเมื่อวานนั้น มีไม่น้อยเลยที่เผลอไปนึกถึงความใหญ่โต สถานที่ที่จะจัด แขกจะมาไม่มา

แต่โชคดีที่มีสติระลึกได้ว่า คนดี จะมีงานศพทั้งที ก็ไม่ต้องกังวล เพราะคนดีๆ จิตใจดีๆ เค้าไม่คิดมาก ยิ่งตายแล้วยิ่งคิดไม่ได้ ส่วนคนอยู่ถ้ามีจิตใจดีซะอย่าง เรื่องพวกนี้คงไม่สร้างความระคายเคืองให้คิดเลย ดังนั้นเราเป็นคนดี ก็ไม่ต้องคิดอะไรเลย ปล่อยไปตามธรรมชาติที่สุด --- เริ่มฟุ้งซ่านขึ้นทุกวันนะเรา---

ไม่มีความคิดเห็น: