วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2550

รัก

มีชีวิตเกิดมาในชาติหนึ่ง อยากรู้ซึ้งถึงความรักเป็นหนักหนา
ยินเสียงเล่าเคล้าความสุขตลอดมา ขอบุญพาให้ฉันเจอรักแท้จริง

รอมานานจนผ่านสามสิบปี ถึงปีนี้ฝันยังอยู่ครบทุกสิ่ง
ผ่านเรื่องราวแม้เวลาไม่ประวิง จริงไม่จริงฉันยังรอไม่เสื่อมคลาย

ในอดีตเคยคิดว่าได้พบ ได้ประสบกับความรักดั่งใจหมาย
แต่เมื่อผ่านเรื่องราวอันมากมาย มันดูคล้ายแต่ไม่ใช่รักยั่งยืน

ยังคลับคล้ายคลับคลาอยู่ความรู้สึก ยังคงคึกเมื่อนึกคิดจิตระรื่น
เสียงบอกรักยังดังก้องทุกค่ำคืน แม้ยามตื่นก็ยังก้องอยู่ร่ำไป

รักเป็นเรื่องความรู้สึกของสองคน เข้าตาจนรักเหลือหนึ่งสิ้นสงสัย
สิ้นความรักสิ้นความหลงสิ้นอาลัย หมดทั้งใจหมดไปหมดรักเธอ

เมื่อนึกถึงรักครั้งนั้นยังรู้สึก ในส่วนลึกรู้สึกผิดอยู่เสมอ
หากย้อนกาลเวลาได้คงบอกเธอ ว่าใจฉันนะเออยังผูกพัน

รักครั้งใหม่ เมื่อไหร่จะมาหา โปรดเถิดพารักใหม่มาให้ฉัน
ความหงอยเหงา ว่างเปล่า ทุกคืนวัน ต้องนอนฝัน แอบละเมออยู่คนเดียว

ยามมองคู่คนอื่นเกิดอารมณ์ ไม่สุขสมหมั่นไส้ตาเริ่มเขียว
คู่ของใครหวานกันใส่อย่าใกล้เชียว ชั้นหมั่นเขี้ยวอยากแยกออกจากกัน

ขอจบกลอนบทนี้เสียสักที แรงทู่ซี้แต่งมั่วอาจดูขัน
แต่ใจความมาจากใจฉันยืนยัน ขอความฝันเรื่องรักฉันเป็นจริงเอย

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ภาพลวงตา

เมื่อวานระหว่างกำลังขมีขมัน ปั่น sky walker อย่างเอาเป็นเอาตาย ก็น้ำตารื้นขึ้นมาเต็มขอบตา เมื่อดันไปนึกถึงความตายที่อาจเกิดขึ้นมาในชีวิต อาจเป็นบุพการี ญาติผู้ใหญ่ นึกไปว่าเวลาตาย เราต้องจัดงานศพอย่างไร ใครจะมาบ้าง ต้องจัดงานใหญ่ขนาดไหน เมื่อนึกไปแล้ว ก็สรุปได้ว่า จัดเป็นพิธีการ ทำบุญให้กับคนตายก็เพียงพอแล้ว ไม่ใช่งานรื่นเริงที่จะต้องมาจัดใหญ่โตเอาใจคนมีชีวิตอยู่ พานนึกไปเปรียบเทียบกับงานเลี้ยงวันรับปริญญา งานแต่งงานของคนทั่วๆไป ที่จะต้องมีแขกสำคัญๆมาร่วมงาน แต่งานศพคงแตกต่าง เข้าใจว่างานศพไม่มีการแจกการ์ด แต่เป็นเพียงแต่การบอกกล่าวให้ทราบ ถ้าใครรู้จักมักคุ้น ก็จะมาร่วมงานเพื่อแสดงความผูกพัน หรือเคารพครั้งสุดท้าย เคยเห็นงานศพใหญ่ๆ ที่มีการขอพระราชทานเพลิงศพ ดูเป็นพิธีการมากๆ แต่ก็ถือเป็นเกียรติกับคนตายและคนอยู่ เพราะประกาศให้คนที่อยู่และมาร่วมงานได้รับรู้ว่า ผู้ตายเป็นผู้หลักผุ้ใหญ่ที่มีคุณงามความดี หรือแม้กระทั่งงานที่มีพวงหรีดมากมายจากห้างร้านและผู้คนต่างๆ ดูแสดงความสำคัญของผู้ตายหรือไม่ก็ญาติของผู้ตายได้เป็นอย่างดี

แล้วถ้างานศพเป็นงานเล็กๆ ไม่มีพวงหรีด หรือมีน้อยมาก อยากรู้จริงๆว่า คนที่มาร่วมงานจะเผลอคิดไปได้ไม๊ว่า คนตายคนนี้ไม่ได้เป็นคนที่มีความสำคัญอะไรในสังคม ไม่มีญาติสนิทมิตรสหาย หรือลูกชาย ลูกสาว คงไม่มีใครนับหน้าถือตา เนื่องจากด้วยค่านิยมสังคม มักจะตัดสินคน ด้วยภาพลักษณ์ภายนอก น่าสงสารคนที่ติดอยู่ในบ่วงโซ่พันธนาการอันนี้ ที่ฉาบไปด้วยภาพลวงตา

คิดแล้วก็อดจะกังวลตัวเองไม่ได้ ว่าได้ตกเป็นทาสกับภาพลวงตาของสังคมนี้ไปหรือยัง เพราะเรื่องที่คิดและกังวลเมื่อวานนั้น มีไม่น้อยเลยที่เผลอไปนึกถึงความใหญ่โต สถานที่ที่จะจัด แขกจะมาไม่มา

แต่โชคดีที่มีสติระลึกได้ว่า คนดี จะมีงานศพทั้งที ก็ไม่ต้องกังวล เพราะคนดีๆ จิตใจดีๆ เค้าไม่คิดมาก ยิ่งตายแล้วยิ่งคิดไม่ได้ ส่วนคนอยู่ถ้ามีจิตใจดีซะอย่าง เรื่องพวกนี้คงไม่สร้างความระคายเคืองให้คิดเลย ดังนั้นเราเป็นคนดี ก็ไม่ต้องคิดอะไรเลย ปล่อยไปตามธรรมชาติที่สุด --- เริ่มฟุ้งซ่านขึ้นทุกวันนะเรา---

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2550

สาระของชีวิต

ช่วงนี้มีข้อสงสัยในชีวิตหลายอย่าง โดยมากมาจากความฟุ้งซ่านด้านความคิดซึ่งพยายามแสวงหาสิ่งสมบูรณ์ในชีวิตที่ยังหาความลงตัวไม่ได้ ทุกคนล้วนเกิดมา แล้วก็เติบโต จนแก่ อาจมีการป่วย บาดเจ็บ สุดท้ายก็ตาย เป็นวัฎจักร สิ่งที่กังวลในปัจจุบันนี้คือ ชีวิตข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร มันจะดำเนินไปอย่างราบเรียบแบบนี้ได้ตลอดหรือไม่

ไม่มีใครตอบได้ ต้องรอเวลาเป็นคำตอบ รู้สึกสับสน และเบื่อกับสิ่งรอบกาย ไม่ว่าจะเป็นเพลง สถานที่ที่ไปทุกวัน กิจกรรมที่ทำซ้ำๆมาเป็นเวลานาน อยากเจออะไรใหม่ๆ ที่สร้างความสุข อาจเป็นเพราะจิตไม่นิ่งพอ เลยทำให้เกิดอาการที่ว่านี้

เบื่อ

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ปริศนา ศาสตร์หมอดู

ช่วงนี้ บรรยากาศบ้านเมือง มาคุ ใครบางคนเคยพูดให้ได้ฟังผ่านหูว่า ปีนี้ดวงเมืองไม่ค่อยดี จะมีปัญหา ความวุ่นวายเกิดขึ้น ถ้าได้อ่านคำทำนายของโหรจากสำนักต่างๆ ตอนช่วงปลายปี ก็จะเห็นการทำนายเรื่องไม่ค่อยสู้ดีที่จะเกิดขึ้น น่าแปลกที่เวลาผ่านไปได้หกเดือนแล้ว ความวุ่นวาย และปัญหาต่างๆ มันเกิดขึ้นจริงๆ ในฐานะที่เป็นคนเกิดราศีเดียวกับดวงเมือง ก็ขอยืนยันกลับมาว่า ปีนี้มันมีอุปสรรคในชีวิตจริงๆ

วันก่อนได้มีโอกาสได้รู้จักหมอดูคนนึง ซึ่งได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้ว ว่าดูแม่น หยั่งลึก หยั่งถึงในเหตุการณ์ในชีวิต คนที่ไปดูกับหมอดูคนนี้ ยืนยันว่า "พี่เค้าแม่นจริงๆ" น้องคนนึงใน office ไปดู โดนทักเรื่องแฟน บอกว่าชีวิตของน้องคนนี้กับแฟน เหมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ คบกันจะมีปัญหา มีอุปสรรคตลอด น้องคนนั้นนั่งอึ้ง และคิดย้อนทบทวน อืมม์ ตั้งแต่คบกัน ต้องมีเรื่องให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นญาติเสีย อุบัติเหตุ ล่าสุดเคยคิดจะมีงานแต่งงาน แต่ก็ต้องหยุดไว้ เพราะพ่อของแฟนเสีย ขอบอกว่าฟังน้องเค้าเล่าแล้ว รู้สึกอึ้งจริงๆ หรือ เพื่อนใน office อีกคนนึง คำแรกที่หมอดูทักคือ เราเกิดมาอาภัพนัก ชีวิตไม่สมบูรณ์ ลำบาก ต้องต่อสู้ดิ้นรน น่าแปลกอีกแล้ว ชีวิตของคนนั้นก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆที่ทำให้คนได้ฟัง เกิดความรู้สึกบางอย่าง เช่น อยากรู้ว่าเค้าจะทายชีวิตเราอย่างไร จะรู้จริงหรือเปล่า บางคนเชื่อไปแล้ว ก็อยากดู เพราะอยากรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น และต้องใช้ชีวิตอย่างไร

ปากต่อปาก กันไปเรื่อยๆ ยิ่งได้ยินเรื่องราวแม่นๆอีก ที่ยกตัวอย่างไม่หมด

การหยิบยกเรื่องนี้ มาก็เพราะว่า เราเป็นคนอีกคน ที่ได้ดูหมอดู โดยสาเหตุมาจากการฟังคำร่ำลือ คำบอกกล่าว เรื่องราวสารพัด จึงขอดูกับตัวเอง ..... และผลก็ปรากฏว่า "พี่เค้าแม่นจริงๆ" เค้ารู้จริงๆว่า ในระหว่างที่ดูนี้ กำลังเป็นห่วงเรื่องอะไร มีอะไรที่เราไม่ให้ความสำคัญ หรือเราให้ความสำคัญกับอะไร เค้าดูดวงพ่อแม่พี่น้อง ย่า บอกออกมาเป็นฉากๆว่าต้องระวังอะไร เฮ้อ ขอสารภาพ ระหว่างดูไป น้ำตาเอ่อ ปริ่มอยู่ตลอดเวลา น่าแปลกไม๊ละเนี่ย

นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่อง ที่ตัวเราเอง อยากรู้จริงๆเลยว่า เค้ารู้หรือเค้ามีศาสตร์การดูอย่างไร ทำไม เค้าสามารถ แล้วเราไม่สามารถ คนเรารู้อดีตและอนาคตคนอื่นได้อย่างไร อีกหนึ่งปริศนาที่อยากรู้

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2550

77 เลขปริศนาที่ต้องไข

ขึ้นต้นด้วยตัวเลข 77 ปริศนาตัวเลขในชีวิตที่ต้องค้นหา ไม่รู้เป็นอะไร มันวนเวียนมาได้สักเกือบปีแล้ว เวลาขับรถ รถคันหน้าจะมีเลขลงท้ายด้วย 77 ตอนแรกที่เริ่มเจอะเจอ ก็นึกว่า จะมีดวง เผื่อจะถูกหวย ร่ำรวยขึ้นมาได้ แต่ทำไม๊ทำไม ไม่เห็นออกสักที คิดเป็นตุเป็นตะ หลงติดตามอยู่ได้สัก 2 งวด พอเริ่มตระหนักรู้ว่า ฟุ้งซ่าน คิดและเหมาไปเอง ก็ตอนได้รู้ว่า ตัวเลขมันไม่แม้แต่จะเฉียดด้วยซ้ำ ปรากฏว่า jackpot มาออกที่งวดที่ 3 ความฟุ้งซ่านเลยกลับมาใหม่อีก โธ่ !! ชีวิต

จนตอนนี้ เชื่อหรือไม่ ว่าตัวเลข 77 ก็ยังตามมาหลอกหลอน ทำให้ได้คิดอยู่ทุกวัน ทุกวันที่ขับรถออกจากบ้าน อย่างน้อยต้องมีรถ 1 คันด้านหน้ามีลงท้าย 77 เคยคิดว่า เราคิดมากไปเอง เพราะถ้าคิดใหม่อีกรอบ หรือเป็นเพราะเราสั่งจิตให้คอยสังเกตเลขนี้ ทำให้เราเห็นได้ชัดมากขึ้น จะอะไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่มันทำให้คนอย่างเรา มีเรื่องคิดสนุกๆ เดาสนุกๆกับเหตุการณ์ข้างหน้า ในการถอดรหัสเลขนี้

บางทีถึงกับนึกไปว่า หรือตัวเลขนี้จะนำอะไรดีดี มาให้ชีวิต ซึ่งมันสนุกตรงที่ ไม่รู้มันจะเป็นอะไร บางทีอาจไม่มีความหมายใดๆเลยก็ได้

นี่เป็นเหตุผลในการเอาเลข 77 มาเป็นชื่อ blog